กองทุนประกันสังคม & กองทุนเงินทดแทน : คู่หูคู่ใจลูกจ้างยามเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย

Updated: May 3


ทุกขอริยสัจ คือหนึ่งในอริยสัจ 4 ส่วนหนึ่งของธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นปฐมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังข้อความจากพระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎกเล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ที่ว่า “อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา พฺยาธีปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ...” (ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ ก็เป็นทุกข์ ความตาย ก็เป็นทุกข์...) สำหรับบรรดาลูกจ้างภาคเอกชน สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีกองทุนสำหรับดูแลลูกจ้างในยามเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ได้แก่ กองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ดังนั้น ในเรื่องนี้ เรามาทำความรู้จักกองทุนทั้งสองกันดีกว่าครับ...


กองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ลูกจ้างส่วนใหญ่น่าจะรู้จักกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างดีนะครับ เพราะในแต่ละเดือนจะถูกหักเงินสมทบเข้ากองทุน (5% ของฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650-15,000 บาท) และรวมกับเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง (5%) และฝ่ายรัฐบาล (2.75%) โดยให้ความคุ้มครองกรณีชราภาพ ว่างงาน สงเคราะห์บุตร คลอดบุตร ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ซึ่งไม่เนื่องจากการทำงาน ในขณะที่กองทุนเงินทดแทนอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างฝ่ายเดียว ในอัตราที่แตกต่างกันไปตามประเภทกิจการ (ถ้าไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 0.2% ของฐานค่าจ้างซึ่งไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี) และอาจเพิ่มหรือลดได้ตามค่าประสบการณ์ โดยให้ความคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย สูญเสียสมรรถภาพ เสียชีวิต หรือสูญหาย เนื่องจากการทำงาน


หลังจากทำความรู้จักคู่หูคู่ใจลูกจ้างทั้ง 2 กองทุนกันไปแล้ว มาดูกันว่าแต่ละกองทุนให้ประโยชน์แก่ลูกจ้างเมื่อประสบความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตาย อย่างไรกันบ้างครับ...

ยามเกิด

เมื่อผู้ประกันตนให้กำเนิดบุตร กองทุนประกันสังคมจะให้ประโยชน์ทดแทนตั้งแต่ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสตั้งครรภ์ โดยจะมีสิทธิได้รับค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินครรภ์ละ 1,000 บาท[1] และได้รับค่าคลอดบุตรอีกครรภ์ละ 13,000 บาท[2] (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) รวมถึงเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (เฉพาะผู้ประกันตนหญิง ไม่เกิน 2 ครรภ์) ในอัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นเวลา 90 วัน ทั้งนี้ ต้องส่งเงินสมทบอย่างน้อย 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเข้ารับบริการทางการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์บุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ เป็นเงิน 600 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คน[3] คราวละไม่เกิน 3 คน โดยต้องส่งเงินสมทบอย่างน้อย 12 เดือน ภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิ

(อ่านเรื่อง สิทธิประโยชน์จากภาครัฐที่คุณแม่ (มือใหม่) ต้องรู้)


ยามแก่

กองทุนประกันสังคมจะให้ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงและมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ หากส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ เท่ากับเงินสมทบ 3% ของค่าจ้าง เฉพาะส่วนของผู้ประกันตน (ส่งเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือน) หรือเท่ากับเงินสมทบส่วนของผู้ประกันตนและส่วนของนายจ้าง ฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนรายปี (ส่งเงินสมทบ 12-179 เดือน) แต่หากส่งเงินสมทบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือน ในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และเพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือนเต็มที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน ทั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 720 บาท


ยามเจ็บไข้

หากผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยโดยไม่เนื่องจากการทำงาน และได้ส่งเงินสมทบอย่างน้อย 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเข้ารับบริการทางการแพทย์ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล และ/หรือฟื้นฟูสมรรถภาพ ณ สถานพยาบาลตามสิทธิ และหลังจากหมดสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างหยุดงานเพื่อการรักษาพยาบาลจากนายจ้าง จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้จากกองทุนประกันสังคมในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ไม่เกินครั้งละ 90 วัน และไม่เกินปีละ 180 วัน (หากเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรัง จะเพิ่มเป็นไม่เกิน 365 วัน) สำหรับกรณีฉุกเฉินและเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลอื่นจะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามอัตราที่กำหนด หากถึงขั้นทุพพลภาพ จะมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม รวมถึงเงินทดแทนการขาดรายได้ ถ้าทุพพลภาพไม่รุนแรง จะได้รับในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ตลอดเวลาที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ แต่ไม่เกิน 180 เดือน หรือถ้าทุพพลภาพรุนแรง จะได้รับในอัตรา 50% ของค่าจ้างตลอดชีวิต นอกจากนี้อาจได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ และอาชีพเพิ่มอีก

แต่หากลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสม โดยลูกจ้างจะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น สูงสุด 1,000,000 บาท ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการ (หากเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ จะไม่มีเพดานค่ารักษาพยาบาล) และได้รับค่าทดแทนรายเดือนจากกองทุนเงินทดแทนในอัตรา 70% ของค่าจ้าง ตลอดเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้แต่ไม่เกิน 1 ปี และอาจขอรับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานได้เพิ่มอีก หรือหากถึงขั้นสูญเสียสมรรถภาพ จะได้รับค่าทดแทนเป็นเวลา 2-120 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทของการสูญเสียอวัยวะ และหากถึงขั้นทุพพลภาพ จะได้รับค่าทดแทนตลอดชีวิต


ยามตาย

หากผู้ประกันตนตายจากสภาพลูกจ้าง (ออกจากงาน) โดยได้ขึ้นทะเบียนหางานกับกรมการจัดหางาน และได้ส่งเงินสมทบอย่างน้อย 6 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อ