top of page

เปิดงบการเงินธุรกิจครั้งแรก อ่านยังไงให้รู้เรื่อง


หากเราเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเป็นคนช่วยบริหารธุรกิจในครอบครัว ทุกปีสำนักงานบัญชีของเราจะส่ง เล่มงบการเงิน มาให้ลงนาม หลายคนอาจจะเปิดดูหน้าเดียวคือหน้ากำไรสุทธิ แล้วก็ปิดเลย เพราะที่เหลืออ่านไม่รู้เรื่อง


แต่ถ้าอยากอ่านให้รู้เรื่อง ข่าวดีคือชุดงบการเงินเต็มรูปแบบมีแค่ 5 ส่วนเท่านั้น และมีลำดับการอ่านที่ตายตัวด้วย (จริง ๆ แล้วเล่มงบของบริษัทจำกัดทั่วไปมักมีแค่ 4 ส่วน เพราะไม่บังคับให้ทำงบกระแสเงินสด) ดังนั้นวันนี้จะพาทุกคนมาเดินทางผ่านงบการเงินแต่ละงบในปี 2568 ของ บริษัท ก. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ด้วยชุดตัวเลขสมมติ (หน่วยเป็นล้านบาท) เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความเชื่อมโยงจากงบหนึ่งไปสู่อีกงบหนึ่ง และไปสู่การวิเคราะห์งบ ตลอดทั้งบทความกันครับ



ก่อนจะดูตัวเลขในงบ มี 3 อย่างที่ควรเช็ค


  1. รอบระยะเวลาบัญชี — งบของเราอาจจะไม่ได้ปิด ณ วันที่ 31 ธันวาคม เหมือนบริษัทอื่น ๆ ก็ได้ หากเราไม่เช็คก่อนแล้วเอาไปเทียบกับคู่แข่งที่คนละรอบบัญชี จะเทียบผิดฤดูกาลขายกันไปเลย


  2. หน่วยของตัวเลข — บาท หรือพันบาท อ่านผิดหน่วยคือผิดพันเท่า


  3. หน้ารายงานของผู้สอบบัญชี — อยู่หน้าแรกสุดและมักจะมีคนอ่านน้อยที่สุด ต้องดูว่าความเห็นเป็น "แบบไม่มีเงื่อนไข" หรือมีเงื่อนไข/มีข้อสังเกต ถ้ามีเงื่อนไข แปลว่าผู้สอบบัญชีไม่มั่นใจในบางรายการ ต้องอ่านย่อหน้านั้นด้วย ก่อนจะเชื่อตัวเลขทั้งเล่ม




งบที่ 1 งบแสดงฐานะการเงิน "บริษัทเรารวยมั้ย?"


งบนี้เป็นภาพนิ่ง ณ วันสิ้นปี (หรือวันปิดงบ) ตอบว่าบริษัทมีอะไร (สินทรัพย์) เป็นหนี้ใครเท่าไร (หนี้สิน) และเหลือเป็นของผู้ถือหุ้นเท่าไร โดยทั้งสินทรัพย์และหนี้สินถูกแยกเป็นหมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน


หนี้สินใช้เส้นแบ่ง 1 ปีเป็นตัวกำหนด หากต้องชำระคืนหนี้ภายใน 1 ปีถือเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้านานกว่านั้นก็ถือเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน


ส่วนสินทรัพย์จะใช้เส้นแบ่ง 1 ปีกับสินทรัพย์ประเภทลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้เงินกู้ยืม หากมีกำหนดได้เงินคืนภายในไม่เกิน 1 ปีก็จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ถ้ามากกว่านั้นก็ถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่สำหรับสินทรัพย์ประเภทอื่นมีวิธีการแบ่งหมุนเวียนกับไม่หมุนเวียนแตกต่างกันไปตามมาตรฐานทางบัญชีของธุรกิจแต่ละประเภท แต่เบื้องต้นอาจกล่าวได้ว่าขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการถือครองสินทรัพย์นั้น ๆ เป็นหลัก


ตัวอย่าง งบแสดงฐานะการเงินของบริษัท ก. ณ 31 ธ.ค. 2568 (ตัวเลขในวงเล็บคือปี 2567)

รายการ 

ปี 2568 

ปี 2567 

เงินสด 

8.0 

5.0 

ลูกหนี้การค้า 

18.0 

14.0 

สินค้าคงเหลือ 

14.0 

10.0 

= สินทรัพย์หมุนเวียน 

40.0 

29.0 

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สุทธิ 

60.0 

58.0 

= สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 

60.0 

58.0 

รวมสินทรัพย์ 

100.0 

87.0 

เจ้าหนี้การค้า 

12.0 

10.0 

เงินกู้ระยะสั้นสถาบันการเงิน 

8.0 

6.0 

เงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดใน 1 ปี 

5.0 

5.0 

= หนี้สินหมุนเวียน 

25.0 

21.0 

เงินกู้ระยะยาว 

15.0 

12.0 

เงินกู้ยืมกรรมการ 

10.0 

7.0 

= หนี้สินไม่หมุนเวียน 

25.0 

19.0 

รวมหนี้สิน 

50.0 

40.0 

ทุนที่ชำระแล้ว 

20.0 

20.0 

สำรองตามกฎหมาย 

2.0 

2.0 

กำไรสะสม 

28.0 

25.0 

รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 

50.0 

47.0 


พอตรวจสอบจะได้ว่า 100 = 50 + 50 งบดุลต้องสมดุล (ถ้าไม่สมดุลคือผิดปกติอย่างมาก และจะไม่ผ่านการสอบบัญชีจากผู้สอบตั้งแต่แรก)



งบที่ 2 งบกำไรขาดทุน "บริษัทเราเก่งมั้ย?"


งบนี้เป็นภาพเคลื่อนไหวตลอด 1 ปี วิธีอ่านคือไล่จากบรรทัดบนสุด (Top Line = รายได้) ลงไปบรรทัดล่างสุด (Bottom Line = กำไรสุทธิ) แล้วดูว่าเงินไหลเข้ามาแบบไหน และไหลออกไปอย่างไร


ตัวอย่าง งบกำไรขาดทุนปี 2568 ของบริษัท ก.

รายการ 

ปี 2568 

รายได้จากการขาย 

100.0 

หัก ต้นทุนขาย 

(58.0) 

= กำไรขั้นต้น 

42.0 

หัก ค่าใช้จ่ายในการขาย 

(12.0) 

หัก ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 

(20.0) 

= กำไรจากการดำเนินงาน 

10.0 

หัก ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) 

(2.0) 

= กำไรก่อนภาษี 

8.0 

หัก ภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% 

(1.6) 

= กำไรสุทธิ 

6.4 


(ตัวอย่างนี้สมมติว่าไม่มีรายการปรับปรุงทางภาษี ในทางปฏิบัติภาษีคำนวณจาก "กำไรทางภาษี" ไม่ใช่กำไรทางบัญชี เพราะมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่สรรพากรไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย)


จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วคำว่า "กำไร" ไม่ได้มีตัวเดียว แต่มีถึง 3 ระดับและตอบคำถามคนละเรื่อง


  • กำไรขั้นต้น: บอกว่าสินค้า/บริการของเรากำไรดีไหม

  • กำไรจากการดำเนินงาน: บอกว่าธุรกิจทำกำไรได้ไหมหลังหักค่าบริหารจัดการ

  • กำไรสุทธิ: บอกว่าหลังจ่ายดอกเบี้ยกับภาษีแล้วเหลือเท่าไร


ซึ่งการแยกองค์ประกอบแบบนี้จะช่วยในการวิเคราะห์เบื้องต้นได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ากำไรขั้นต้นดี แต่กำไรสุทธิบาง ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าปัญหาที่ว่ากำไรสุทธิบาง ไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวสินค้าหรือบริการ แต่อาจอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือภาระหนี้ หรือภาระภาษี เป็นต้น และอย่าลืมว่า กำไรตรงนี้ยังไม่ใช่กระแสเงินสด ต้องปรับปรุงด้วยค่าเสื่อม ฯ ต่าง ๆ ก่อน หรือไปดูต่อที่ งบกระแสเงินสด จึงจะรู้ว่าบริษัทมีเงินเข้ากระเป๋าหรือออกจากกระเป๋าจริง ๆ เท่าไหร่



งบที่ 3 งบกระแสเงินสด "บริษัทเรามีเงินสดคล่องมือมั้ย"


งบนี้สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจ แต่กลับเป็นงบที่ SME ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะมาตรฐาน TFRS for NPAEs ที่บริษัทจำกัดทั่วไปใช้ ไม่บังคับให้ทำ (ผู้ที่ต้องทำคือกิจการที่ใช้ TFRS for PAEs เช่น บริษัทมหาชน บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ กองทุนรวม และกิจการที่เลือกใช้เอง) ในงานที่ปรึกษาการเงินธุรกิจ งบนี้จึงมักเป็นงบที่เราทำขึ้นเองจากงบแสดงฐานะการเงิน 2 ปีเทียบกัน โดยแยกเงินเป็น 3 กิจกรรม คือ ดำเนินงาน (เงินที่ธุรกิจหลักผลิตได้เอง) ลงทุน (เงินที่ใช้ซื้อหรือได้จากการขายสินทรัพย์) และ จัดหาเงิน (เงินกู้ เงินทุน เงินปันผล)


ตัวอย่าง งบกระแสเงินสดปี 2568 ของบริษัท ก. (วิธีอ้อม)

รายการ

ปี 2568

กำไรสุทธิ

6.4

บวก ค่าเสื่อมราคา

8.0

หัก ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น (18.0 – 14.0)

(4.0)

หัก สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น (14.0 – 10.0)

(4.0)

บวก เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น (12.0 – 10.0)

2.0

= กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน

8.4

ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์

(10.0)

= กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน

(10.0)

เงินกู้ระยะสั้นสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น (8.0 – 6.0)

2.0

รับเงินกู้ระยะยาวใหม่

8.0

จ่ายคืนเงินกู้ระยะยาว *ส่วนที่ครบกำหนดใน 1 ปี ที่ตั้งไว้ปลายปี 2567

(5.0)

เงินกู้กรรมการเพิ่มขึ้น (10 - 7)

3.0

เงินปันผลจ่าย

(3.4)

= กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

4.6

กระแสเงินสดสุทธิ

3.0


เงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ = 8.4 − 10.0 + 4.6 = 3.0 ซึ่งต้องเท่ากับเงินสดในงบแสดงฐานะการเงินที่เพิ่มจาก 5 เป็น 8 พอดี ถ้าไม่เท่า มีที่ผิด


เวลาที่เราอ่านงบนี้ กิจกรรมดำเนินงานต้องเป็นบวก ถ้าติดลบแปลว่าธุรกิจหลักกำลังดึงเงินสดออกไป และเงินที่ใช้อยู่มาจากการเป็นหนี้หรือขายสินทรัพย์ ซึ่งอาจจะไม่ยั่งยืน


สังเกตว่าปีนี้บริษัท ก. กำไร 6.4 ล้านบาท แต่เงินสดเพิ่มแค่ 3.0 ล้านบาท และซื้อสินทรัพย์ไป 10 ล้านบาทโดยที่ธุรกิจผลิตเงินสดได้ 8.4 ล้านบาท เงินที่กู้เพิ่มสุทธิ 8 ล้านบาท จึงถูกใช้ไป 3 ทาง คือ อุดส่วนที่ขาดจากการลงทุน 1.6 ล้านบาท จ่ายปันผล 3.4 ล้านบาท และสะสมเป็นเงินสดในมืออีก 3.0 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพที่หากเราอ่านงบกำไรขาดทุนอย่างเดียวจะไม่สามารถมองเห็น


เทคนิคตรวจงบกระแสเงินสด เงินสดที่เปลี่ยนแปลง = หนี้สินที่เปลี่ยนแปลง + ส่วนของผู้ถือหุ้นที่เปลี่ยนแปลง − สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสดที่เปลี่ยนแปลง


กรณีนี้ = (50 − 40) + (50 − 47) − (92 − 82) = 10 + 3 − 10 = 3 ตรงกับเงินสดที่เพิ่มพอดี ถ้างบดุล 2 ปีสมดุล สมการนี้ต้องได้คำตอบเดียวกับ "เงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ" ในงบกระแสเงินสดเสมอ จึงใช้เป็นค่าเป้าหมายตั้งต้นได้ดี แต่สมการนี้ยืนยันได้แค่ ยอดรวม ไม่ได้ยืนยันว่าแต่ละรายการถูกจัดเข้า 3 กิจกรรมอย่างถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นก็ควรจะตรวจสอบแยกทั้ง 3 กิจกรรมด้วยเหมือนกัน



งบที่ 4 งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น


งบนี้อาจจะไม่ต้องให้เวลากับมันมากนัก โดยมันตอบคำถามเดียว คือส่วนของผู้ถือหุ้นเปลี่ยนจากปีก่อนเพราะอะไร ปกติมีแค่ 3 เหตุ คือเพิ่ม/ลดทุน กำไร (ขาดทุน) ของปี และเงินปันผลจ่าย


สูตร กำไรสะสมปลายปี = กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ − เงินปันผลจ่าย


กรณีนี้: 25 + 6.4 − 3.4 = 28 ตรงกับกำไรสะสมในงบแสดงฐานะการเงิน เป็นจุดตรวจที่ง่ายและได้ผลมาก ถ้าไม่ตรง แปลว่ามีรายการที่ยังไม่ถูกอธิบาย เช่น เงินปันผลที่ยังไม่ได้บันทึก หรือการปรับปรุงงบปีก่อนย้อนหลังนั่นเอง



งบที่ 5 หมายเหตุประกอบงบการเงิน “ของจริงอยู่ตรงนี้”


หมายเหตุคือส่วนที่หนาที่สุดและถูกข้ามบ่อยที่สุด แต่แท้จริงแล้วหน้างบ 4 งบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้อาจเปรียบได้เหมือนการสรุป แต่ความหมายแท้จริงจะอยู่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินซึ่งจะให้รายละเอียดที่มากขึ้น และช่วยให้เราเข้าใจธุรกิจของเรามากขึ้น โดยหมายเหตุประกอบงบการเงินที่ควรอ่านทุกครั้งมี 5 เรื่อง คือ นโยบายบัญชี ลูกหนี้การค้า (ดูอายุหนี้) สินค้าคงเหลือ ที่ดินอาคารและอุปกรณ์ และเงินกู้ยืม


ตัวอย่าง: หน้างบของบริษัท ก. เขียนว่า "เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 8.0" ดูเหมือนเงินกู้ก้อนเดียว แต่หมายเหตุแยกให้ว่าเป็นเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 5.5 และตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น 2.5 ซึ่งคนละเรื่องกัน เพราะ OD คือวงเงินที่บริษัทใช้อุดกระแสเงินสดประจำวัน ถ้าตัวเลขนี้เกาะเพดานวงเงินตลอดทั้งปี แปลว่าบริษัทกำลังใช้หนี้ระยะสั้นเลี้ยงการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง


อีกจุดที่มักพบบ่อยคือหมายเหตุที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ซึ่งมักแบ่งหลายบล็อก เช่น บล็อกที่ดินและงานระหว่างก่อสร้าง (ไม่คิดค่าเสื่อมราคา) แยกจากบล็อกสินทรัพย์ที่คิดค่าเสื่อมราคา และบางเล่มพิมพ์คนละหน้า สมมติว่าส่วนที่อ่านตกไปเพราะข้ามปอยู่คนละหน้าคือบล็อกที่ดิน อาจทำให้เข้าใจยอดราคาทุนรวมพลาดไปหลายล้านบาท เป็นต้น



3 จุดที่ระวังจะพลาด ในการอ่านงบการเงิน


1. อ่านตัวเลขปีเดียว — ต้องดูงบการเงินย้อนหลัง 3–5 ปีเพื่อให้เห็นแนวโน้ม และเทียบค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเพื่อรู้ว่าบริษัทของเราดีหรือแย่กว่าคนอื่น


2. คิดว่าค่าเสื่อมราคาในงบกระแสเงินสดกับในหมายเหตุคือตัวเดียวกัน — ถ้าปีนั้นมีการขายหรือตัดจำหน่ายสินทรัพย์ ตัวเลขสองที่จะไม่เท่ากัน คนที่ไม่รู้จะสรุปว่างบผิด ทั้งที่งบถูก


3. งบไม่ดุลแล้วเดาว่าผิดจุดเดียว — งบที่ไม่ดุลมักผิดหลายจุดพร้อมกันและหักล้างกันเอง วิธีที่ได้ผลคือทำตารางไล่ผลต่าง (bridge) จากยอดที่ได้ไปหายอดเป้าหมายทีละรายการจนเหลือศูนย์



ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงความรู้เบื้องต้นสำหรับการอ่านงบการเงินให้เข้าใจง่าย ๆ ยังมีความในเชิงลึกที่ศึกษาเพิ่มเติมได้อีกมาก เช่น การวิเคราะห์งบด้วยอัตราส่วนทางการเงิน ฯลฯ แต่หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะเริ่มท้อแล้ว หรืออาจจะรู้สึกว่าเข้าใจยากเพราะไม่มีความรู้ทางบัญชี ความจริงแล้วการอ่านงบการเงินไม่ได้ใช้ทักษะทางบัญชีเสียทีเดียว แต่ใช้ทักษะการตั้งคำถาม งบดุลตอบว่าตอนนี้ยืนอยู่ตรงไหน งบกำไรขาดทุนตอบว่าปีที่ผ่านมาทำอะไรได้ งบกระแสเงินสดตอบว่าเงินจริงไปอยู่ที่ไหน และหมายเหตุตอบว่า "ทำไม" ถ้าอ่านครบทั้งสี่คำถาม


ดังนั้นทำความเข้าใจว่าแต่ละงบตอบคำถามอะไร จากนั้นตั้งคำถามของเราขึ้นมาแล้วนำคำถามนั้นไป mapping ให้ถูกงบ เราก็จะได้คำตอบที่ต้องการ หากเราสามารถทำเช่นนี้ได้ เล่มงบการเงินที่สำนักงานบัญชีส่งมาให้ในแต่ละปีก็จะไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องลงนามเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือชั้นดีสำหรับการใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของคนที่ต้องบริหารกิจการนั่นเอง



บทความนี้เขียนโดย คุณอิท ทศพล สุวรรณสุต

Junior Wealth Planner

Siam Wealth Management


#งบการเงินบริษัท

#งบการเงินส่วนบุคคล

#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา

Comments


bottom of page