เปิดงบการเงินธุรกิจครั้งแรก อ่านยังไงให้รู้เรื่อง
- Siam Wealth Management

- 5 days ago
- 3 min read

หากเราเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเป็นคนช่วยบริหารธุรกิจในครอบครัว ทุกปีสำนักงานบัญชีของเราจะส่ง เล่มงบการเงิน มาให้ลงนาม หลายคนอาจจะเปิดดูหน้าเดียวคือหน้ากำไรสุทธิ แล้วก็ปิดเลย เพราะที่เหลืออ่านไม่รู้เรื่อง
แต่ถ้าอยากอ่านให้รู้เรื่อง ข่าวดีคือชุดงบการเงินเต็มรูปแบบมีแค่ 5 ส่วนเท่านั้น และมีลำดับการอ่านที่ตายตัวด้วย (จริง ๆ แล้วเล่มงบของบริษัทจำกัดทั่วไปมักมีแค่ 4 ส่วน เพราะไม่บังคับให้ทำงบกระแสเงินสด) ดังนั้นวันนี้จะพาทุกคนมาเดินทางผ่านงบการเงินแต่ละงบในปี 2568 ของ บริษัท ก. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ด้วยชุดตัวเลขสมมติ (หน่วยเป็นล้านบาท) เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความเชื่อมโยงจากงบหนึ่งไปสู่อีกงบหนึ่ง และไปสู่การวิเคราะห์งบ ตลอดทั้งบทความกันครับ

ก่อนจะดูตัวเลขในงบ มี 3 อย่างที่ควรเช็ค
รอบระยะเวลาบัญชี — งบของเราอาจจะไม่ได้ปิด ณ วันที่ 31 ธันวาคม เหมือนบริษัทอื่น ๆ ก็ได้ หากเราไม่เช็คก่อนแล้วเอาไปเทียบกับคู่แข่งที่คนละรอบบัญชี จะเทียบผิดฤดูกาลขายกันไปเลย
หน่วยของตัวเลข — บาท หรือพันบาท อ่านผิดหน่วยคือผิดพันเท่า
หน้ารายงานของผู้สอบบัญชี — อยู่หน้าแรกสุดและมักจะมีคนอ่านน้อยที่สุด ต้องดูว่าความเห็นเป็น "แบบไม่มีเงื่อนไข" หรือมีเงื่อนไข/มีข้อสังเกต ถ้ามีเงื่อนไข แปลว่าผู้สอบบัญชีไม่มั่นใจในบางรายการ ต้องอ่านย่อหน้านั้นด้วย ก่อนจะเชื่อตัวเลขทั้งเล่ม

งบที่ 1 งบแสดงฐานะการเงิน "บริษัทเรารวยมั้ย?"
งบนี้เป็นภาพนิ่ง ณ วันสิ้นปี (หรือวันปิดงบ) ตอบว่าบริษัทมีอะไร (สินทรัพย์) เป็นหนี้ใครเท่าไร (หนี้สิน) และเหลือเป็นของผู้ถือหุ้นเท่าไร โดยทั้งสินทรัพย์และหนี้สินถูกแยกเป็นหมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน
หนี้สินใช้เส้นแบ่ง 1 ปีเป็นตัวกำหนด หากต้องชำระคืนหนี้ภายใน 1 ปีถือเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้านานกว่านั้นก็ถือเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน
ส่วนสินทรัพย์จะใช้เส้นแบ่ง 1 ปีกับสินทรัพย์ประเภทลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้เงินกู้ยืม หากมีกำหนดได้เงินคืนภายในไม่เกิน 1 ปีก็จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ถ้ามากกว่านั้นก็ถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่สำหรับสินทรัพย์ประเภทอื่นมีวิธีการแบ่งหมุนเวียนกับไม่หมุนเวียนแตกต่างกันไปตามมาตรฐานทางบัญชีของธุรกิจแต่ละประเภท แต่เบื้องต้นอาจกล่าวได้ว่าขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการถือครองสินทรัพย์นั้น ๆ เป็นหลัก
ตัวอย่าง งบแสดงฐานะการเงินของบริษัท ก. ณ 31 ธ.ค. 2568 (ตัวเลขในวงเล็บคือปี 2567)
รายการ | ปี 2568 | ปี 2567 |
เงินสด | 8.0 | 5.0 |
ลูกหนี้การค้า | 18.0 | 14.0 |
สินค้าคงเหลือ | 14.0 | 10.0 |
= สินทรัพย์หมุนเวียน | 40.0 | 29.0 |
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สุทธิ | 60.0 | 58.0 |
= สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน | 60.0 | 58.0 |
รวมสินทรัพย์ | 100.0 | 87.0 |
เจ้าหนี้การค้า | 12.0 | 10.0 |
เงินกู้ระยะสั้นสถาบันการเงิน | 8.0 | 6.0 |
เงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดใน 1 ปี | 5.0 | 5.0 |
= หนี้สินหมุนเวียน | 25.0 | 21.0 |
เงินกู้ระยะยาว | 15.0 | 12.0 |
เงินกู้ยืมกรรมการ | 10.0 | 7.0 |
= หนี้สินไม่หมุนเวียน | 25.0 | 19.0 |
รวมหนี้สิน | 50.0 | 40.0 |
ทุนที่ชำระแล้ว | 20.0 | 20.0 |
สำรองตามกฎหมาย | 2.0 | 2.0 |
กำไรสะสม | 28.0 | 25.0 |
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น | 50.0 | 47.0 |
พอตรวจสอบจะได้ว่า 100 = 50 + 50 งบดุลต้องสมดุล (ถ้าไม่สมดุลคือผิดปกติอย่างมาก และจะไม่ผ่านการสอบบัญชีจากผู้สอบตั้งแต่แรก)

งบที่ 2 งบกำไรขาดทุน "บริษัทเราเก่งมั้ย?"
งบนี้เป็นภาพเคลื่อนไหวตลอด 1 ปี วิธีอ่านคือไล่จากบรรทัดบนสุด (Top Line = รายได้) ลงไปบรรทัดล่างสุด (Bottom Line = กำไรสุทธิ) แล้วดูว่าเงินไหลเข้ามาแบบไหน และไหลออกไปอย่างไร
ตัวอย่าง งบกำไรขาดทุนปี 2568 ของบริษัท ก.
รายการ | ปี 2568 |
รายได้จากการขาย | 100.0 |
หัก ต้นทุนขาย | (58.0) |
= กำไรขั้นต้น | 42.0 |
หัก ค่าใช้จ่ายในการขาย | (12.0) |
หัก ค่าใช้จ่ายในการบริหาร | (20.0) |
= กำไรจากการดำเนินงาน | 10.0 |
หัก ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) | (2.0) |
= กำไรก่อนภาษี | 8.0 |
หัก ภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% | (1.6) |
= กำไรสุทธิ | 6.4 |
(ตัวอย่างนี้สมมติว่าไม่มีรายการปรับปรุงทางภาษี ในทางปฏิบัติภาษีคำนวณจาก "กำไรทางภาษี" ไม่ใช่กำไรทางบัญชี เพราะมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่สรรพากรไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย)
จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วคำว่า "กำไร" ไม่ได้มีตัวเดียว แต่มีถึง 3 ระดับและตอบคำถามคนละเรื่อง
กำไรขั้นต้น: บอกว่าสินค้า/บริการของเรากำไรดีไหม
กำไรจากการดำเนินงาน: บอกว่าธุรกิจทำกำไรได้ไหมหลังหักค่าบริหารจัดการ
กำไรสุทธิ: บอกว่าหลังจ่ายดอกเบี้ยกับภาษีแล้วเหลือเท่าไร
ซึ่งการแยกองค์ประกอบแบบนี้จะช่วยในการวิเคราะห์เบื้องต้นได้ ตัวอย่างเช่น ถ้ากำไรขั้นต้นดี แต่กำไรสุทธิบาง ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าปัญหาที่ว่ากำไรสุทธิบาง ไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวสินค้าหรือบริการ แต่อาจอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หรือภาระหนี้ หรือภาระภาษี เป็นต้น และอย่าลืมว่า กำไรตรงนี้ยังไม่ใช่กระแสเงินสด ต้องปรับปรุงด้วยค่าเสื่อม ฯ ต่าง ๆ ก่อน หรือไปดูต่อที่ งบกระแสเงินสด จึงจะรู้ว่าบริษัทมีเงินเข้ากระเป๋าหรือออกจากกระเป๋าจริง ๆ เท่าไหร่

งบที่ 3 งบกระแสเงินสด "บริษัทเรามีเงินสดคล่องมือมั้ย"
งบนี้สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจ แต่กลับเป็นงบที่ SME ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะมาตรฐาน TFRS for NPAEs ที่บริษัทจำกัดทั่วไปใช้ ไม่บังคับให้ทำ (ผู้ที่ต้องทำคือกิจการที่ใช้ TFRS for PAEs เช่น บริษัทมหาชน บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ กองทุนรวม และกิจการที่เลือกใช้เอง) ในงานที่ปรึกษาการเงินธุรกิจ งบนี้จึงมักเป็นงบที่เราทำขึ้นเองจากงบแสดงฐานะการเงิน 2 ปีเทียบกัน โดยแยกเงินเป็น 3 กิจกรรม คือ ดำเนินงาน (เงินที่ธุรกิจหลักผลิตได้เอง) ลงทุน (เงินที่ใช้ซื้อหรือได้จากการขายสินทรัพย์) และ จัดหาเงิน (เงินกู้ เงินทุน เงินปันผล)
ตัวอย่าง งบกระแสเงินสดปี 2568 ของบริษัท ก. (วิธีอ้อม)
รายการ | ปี 2568 |
กำไรสุทธิ | 6.4 |
บวก ค่าเสื่อมราคา | 8.0 |
หัก ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น (18.0 – 14.0) | (4.0) |
หัก สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น (14.0 – 10.0) | (4.0) |
บวก เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น (12.0 – 10.0) | 2.0 |
= กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน | 8.4 |
ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ | (10.0) |
= กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน | (10.0) |
เงินกู้ระยะสั้นสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น (8.0 – 6.0) | 2.0 |
รับเงินกู้ระยะยาวใหม่ | 8.0 |
จ่ายคืนเงินกู้ระยะยาว *ส่วนที่ครบกำหนดใน 1 ปี ที่ตั้งไว้ปลายปี 2567 | (5.0) |
เงินกู้กรรมการเพิ่มขึ้น (10 - 7) | 3.0 |
เงินปันผลจ่าย | (3.4) |
= กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน | 4.6 |
กระแสเงินสดสุทธิ | 3.0 |
เงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ = 8.4 − 10.0 + 4.6 = 3.0 ซึ่งต้องเท่ากับเงินสดในงบแสดงฐานะการเงินที่เพิ่มจาก 5 เป็น 8 พอดี ถ้าไม่เท่า มีที่ผิด
เวลาที่เราอ่านงบนี้ กิจกรรมดำเนินงานต้องเป็นบวก ถ้าติดลบแปลว่าธุรกิจหลักกำลังดึงเงินสดออกไป และเงินที่ใช้อยู่มาจากการเป็นหนี้หรือขายสินทรัพย์ ซึ่งอาจจะไม่ยั่งยืน
สังเกตว่าปีนี้บริษัท ก. กำไร 6.4 ล้านบาท แต่เงินสดเพิ่มแค่ 3.0 ล้านบาท และซื้อสินทรัพย์ไป 10 ล้านบาทโดยที่ธุรกิจผลิตเงินสดได้ 8.4 ล้านบาท เงินที่กู้เพิ่มสุทธิ 8 ล้านบาท จึงถูกใช้ไป 3 ทาง คือ อุดส่วนที่ขาดจากการลงทุน 1.6 ล้านบาท จ่ายปันผล 3.4 ล้านบาท และสะสมเป็นเงินสดในมืออีก 3.0 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพที่หากเราอ่านงบกำไรขาดทุนอย่างเดียวจะไม่สามารถมองเห็น
เทคนิคตรวจงบกระแสเงินสด เงินสดที่เปลี่ยนแปลง = หนี้สินที่เปลี่ยนแปลง + ส่วนของผู้ถือหุ้นที่เปลี่ยนแปลง − สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสดที่เปลี่ยนแปลง
กรณีนี้ = (50 − 40) + (50 − 47) − (92 − 82) = 10 + 3 − 10 = 3 ตรงกับเงินสดที่เพิ่มพอดี ถ้างบดุล 2 ปีสมดุล สมการนี้ต้องได้คำตอบเดียวกับ "เงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ" ในงบกระแสเงินสดเสมอ จึงใช้เป็นค่าเป้าหมายตั้งต้นได้ดี แต่สมการนี้ยืนยันได้แค่ ยอดรวม ไม่ได้ยืนยันว่าแต่ละรายการถูกจัดเข้า 3 กิจกรรมอย่างถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นก็ควรจะตรวจสอบแยกทั้ง 3 กิจกรรมด้วยเหมือนกัน

งบที่ 4 งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น
งบนี้อาจจะไม่ต้องให้เวลากับมันมากนัก โดยมันตอบคำถามเดียว คือส่วนของผู้ถือหุ้นเปลี่ยนจากปีก่อนเพราะอะไร ปกติมีแค่ 3 เหตุ คือเพิ่ม/ลดทุน กำไร (ขาดทุน) ของปี และเงินปันผลจ่าย
สูตร กำไรสะสมปลายปี = กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ − เงินปันผลจ่าย
กรณีนี้: 25 + 6.4 − 3.4 = 28 ตรงกับกำไรสะสมในงบแสดงฐานะการเงิน เป็นจุดตรวจที่ง่ายและได้ผลมาก ถ้าไม่ตรง แปลว่ามีรายการที่ยังไม่ถูกอธิบาย เช่น เงินปันผลที่ยังไม่ได้บันทึก หรือการปรับปรุงงบปีก่อนย้อนหลังนั่นเอง

งบที่ 5 หมายเหตุประกอบงบการเงิน “ของจริงอยู่ตรงนี้”
หมายเหตุคือส่วนที่หนาที่สุดและถูกข้ามบ่อยที่สุด แต่แท้จริงแล้วหน้างบ 4 งบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้อาจเปรียบได้เหมือนการสรุป แต่ความหมายแท้จริงจะอยู่ในหมายเหตุประกอบงบการเงินซึ่งจะให้รายละเอียดที่มากขึ้น และช่วยให้เราเข้าใจธุรกิจของเรามากขึ้น โดยหมายเหตุประกอบงบการเงินที่ควรอ่านทุกครั้งมี 5 เรื่อง คือ นโยบายบัญชี ลูกหนี้การค้า (ดูอายุหนี้) สินค้าคงเหลือ ที่ดินอาคารและอุปกรณ์ และเงินกู้ยืม
ตัวอย่าง: หน้างบของบริษัท ก. เขียนว่า "เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 8.0" ดูเหมือนเงินกู้ก้อนเดียว แต่หมายเหตุแยกให้ว่าเป็นเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 5.5 และตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น 2.5 ซึ่งคนละเรื่องกัน เพราะ OD คือวงเงินที่บริษัทใช้อุดกระแสเงินสดประจำวัน ถ้าตัวเลขนี้เกาะเพดานวงเงินตลอดทั้งปี แปลว่าบริษัทกำลังใช้หนี้ระยะสั้นเลี้ยงการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง
อีกจุดที่มักพบบ่อยคือหมายเหตุที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ซึ่งมักแบ่งหลายบล็อก เช่น บล็อกที่ดินและงานระหว่างก่อสร้าง (ไม่คิดค่าเสื่อมราคา) แยกจากบล็อกสินทรัพย์ที่คิดค่าเสื่อมราคา และบางเล่มพิมพ์คนละหน้า สมมติว่าส่วนที่อ่านตกไปเพราะข้ามปอยู่คนละหน้าคือบล็อกที่ดิน อาจทำให้เข้าใจยอดราคาทุนรวมพลาดไปหลายล้านบาท เป็นต้น

3 จุดที่ระวังจะพลาด ในการอ่านงบการเงิน
1. อ่านตัวเลขปีเดียว — ต้องดูงบการเงินย้อนหลัง 3–5 ปีเพื่อให้เห็นแนวโน้ม และเทียบค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเพื่อรู้ว่าบริษัทของเราดีหรือแย่กว่าคนอื่น
2. คิดว่าค่าเสื่อมราคาในงบกระแสเงินสดกับในหมายเหตุคือตัวเดียวกัน — ถ้าปีนั้นมีการขายหรือตัดจำหน่ายสินทรัพย์ ตัวเลขสองที่จะไม่เท่ากัน คนที่ไม่รู้จะสรุปว่างบผิด ทั้งที่งบถูก
3. งบไม่ดุลแล้วเดาว่าผิดจุดเดียว — งบที่ไม่ดุลมักผิดหลายจุดพร้อมกันและหักล้างกันเอง วิธีที่ได้ผลคือทำตารางไล่ผลต่าง (bridge) จากยอดที่ได้ไปหายอดเป้าหมายทีละรายการจนเหลือศูนย์
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงความรู้เบื้องต้นสำหรับการอ่านงบการเงินให้เข้าใจง่าย ๆ ยังมีความในเชิงลึกที่ศึกษาเพิ่มเติมได้อีกมาก เช่น การวิเคราะห์งบด้วยอัตราส่วนทางการเงิน ฯลฯ แต่หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะเริ่มท้อแล้ว หรืออาจจะรู้สึกว่าเข้าใจยากเพราะไม่มีความรู้ทางบัญชี ความจริงแล้วการอ่านงบการเงินไม่ได้ใช้ทักษะทางบัญชีเสียทีเดียว แต่ใช้ทักษะการตั้งคำถาม งบดุลตอบว่าตอนนี้ยืนอยู่ตรงไหน งบกำไรขาดทุนตอบว่าปีที่ผ่านมาทำอะไรได้ งบกระแสเงินสดตอบว่าเงินจริงไปอยู่ที่ไหน และหมายเหตุตอบว่า "ทำไม" ถ้าอ่านครบทั้งสี่คำถาม
ดังนั้นทำความเข้าใจว่าแต่ละงบตอบคำถามอะไร จากนั้นตั้งคำถามของเราขึ้นมาแล้วนำคำถามนั้นไป mapping ให้ถูกงบ เราก็จะได้คำตอบที่ต้องการ หากเราสามารถทำเช่นนี้ได้ เล่มงบการเงินที่สำนักงานบัญชีส่งมาให้ในแต่ละปีก็จะไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องลงนามเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือชั้นดีสำหรับการใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของคนที่ต้องบริหารกิจการนั่นเอง
บทความนี้เขียนโดย คุณอิท ทศพล สุวรรณสุต
Junior Wealth Planner
Siam Wealth Management
#งบการเงินบริษัท
#งบการเงินส่วนบุคคล
#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา

Comments