top of page

เทียบความแตกต่าง งบการเงินส่วนบุคคล vs งบการเงินธุรกิจ สำหรับมือใหม่


ใครที่มีความสนใจในการวางแผนการเงินของตัวเองอยู่แล้ว ก็มักจะรู้ว่าตัวเองมีทรัพย์สินเท่าไร หนี้สินเท่าไร เหลือความมั่งคั่งสุทธิเท่าไร และแต่ละเดือนเงินไหลเข้าไหลออกไปทางไหน การเงินของบริษัทก็ต้องรู้เรื่องเหล่านี้เหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับชุดความรู้ที่ใช้ในการได้มาซึ่งตัวเลขเหล่านี้ อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง


เพราะบางครั้งหากเราเอาสิ่งที่เราเคยชินจากการเงินส่วนบุคคลไปอ่านงบการเงินของบริษัทตรง ๆ จะอ่านทำให้ได้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องซะทีเดียว และอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่มีโอกาสผิดพลาดได้ เช่น ตัดสินใจกู้เพราะเห็นว่ากำไรดี หรือจ่ายปันผลออกมาทั้งที่บริษัทยังไม่มีเงินสด


ดังนั้นวันนี้เราอยากพามือใหม่ในด้านการเงินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ทายาทธุรกิจ หรือคนที่สนใจจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองในอนาคต มาเข้าใจความแตกต่างระหว่าง งบการเงินส่วนบุคคล กับ งบการเงินธุรกิจ ใน 6 มิตินี้ไปด้วยกันครับ



1. โครงสร้างเหมือนกัน แค่เรียกชื่อต่างกัน

ทั้งสองฝั่งใช้สมการเดียวกัน คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ


ฝั่งบุคคล: สมมติเรามีบ้านราคาตลาด 4 ล้านบาท เงินฝาก 1 ล้านบาท และหนี้บ้านคงเหลือ 3 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 5 ล้าน − หนี้สิน 3 ล้าน = ความมั่งคั่งสุทธิ 2 ล้านบาท


ฝั่งบริษัท: สมมติบริษัทมีสินทรัพย์รวม 10 ล้านบาท หนี้สินรวม 6 ล้านบาท สินทรัพย์ 10 ล้าน − หนี้สิน 6 ล้าน = ส่วนของผู้ถือหุ้น 4 ล้านบาท


ตรรกะเดียวกัน ต่างกันแค่ฝั่งบุคคลเรียกส่วนที่เหลือว่า Net Worth ฝั่งบริษัทเรียกว่า Shareholder's Equity และแยกย่อยเป็นทุนที่ชำระแล้ว สำรองตามกฎหมาย และกำไรสะสม



2. เกณฑ์เงินสด vs เกณฑ์สิทธิ (เกณฑ์คงค้าง) ต้นตอของความต่างเกือบทั้งหมด

งบการเงินส่วนบุคคลใช้ เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) คือเงินเข้าถึงถือว่ามีรายได้ เงินออกถึงถือว่ามีรายจ่าย ตรงไปตรงมาเหมือนสมุดบัญชีธนาคาร


งบการเงินบริษัทใช้ เกณฑ์สิทธิ หรือ เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) คือบันทึกตอน "เกิดสิทธิ" ไม่ใช่ตอนเงินเดินทาง


ตัวอย่าง: บริษัทส่งของให้ลูกค้าวันที่ 20 ธันวาคม มูลค่า 300,000 บาท ต้นทุน 200,000 บาท เครดิตเทอม 60 วัน เงินเข้าจริงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป


• ถ้าคิดแบบบุคคล (เกณฑ์เงินสด): เดือนธันวาคมมีรายได้ 0 บาท

• ตามงบบริษัท (เกณฑ์สิทธิ): เดือนธันวาคมมีรายได้ 300,000 บาท ต้นทุน 200,000 บาท กำไร 100,000 บาท และมีรายการ "ลูกหนี้การค้า 300,000 บาท" โผล่ขึ้นมาในงบแสดงฐานะการเงิน


ตัวอย่างหนึ่งของผลที่ตามมาแบบเจ็บตัวคือ กำไร 100,000 บาทก้อนนี้ถูกนับเป็นกำไรทางภาษีของปีนั้น ทั้งที่ยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว และต้องจ่ายภาษีเมื่อยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ซึ่งจะเห็นว่า แม้บริษัทจะมีกำไรแต่ก็ยังต้องดูตัวเลขส่วนอื่นในงบการเงินด้วยหากอยากรู้ว่าบริษัทมีเงินในมือเพียงพอกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ดังนั้น...



3. ฝั่งบุคคลใช้ 2 งบ ฝั่งนิติบุคคลใช้ถึง 5 งบ

ฝั่งบุคคล ดู 2 งบก็พอ คืองบดุลส่วนบุคคลกับงบกระแสเงินสดส่วนบุคคล เนื่องจากใช้เกณฑ์เงินสดจึงทำให้ ยอดเงินคงเหลือที่เกิดจากการนำรายได้หักด้วยค่าใช้จ่าย กับ ยอดเงินคงเหลือที่เกิดจากการนำเงินที่เข้ากระเป๋าจริงหักด้วยเงินที่ออกจากกระเป๋าจริง จึงมีค่าเท่ากัน ไม่ต้องแยกเป็น กำไร กับ กระแสเงินสด เหมือนฝั่งบริษัท


ฝั่งบริษัท เมื่อใช้เกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์คงค้าง กำไรกับกระแสเงินสดแยกออกจากกัน จึงต้องมีงบแยกคนละใบ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน


ตัวอย่าง: ปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 800,000 บาท มีค่าเสื่อมราคา 300,000 บาท ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 500,000 บาท สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 400,000 บาท เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 200,000 บาท


เงินสดจากการดำเนินงาน = 800,000 + 300,000 − 500,000 − 400,000 + 200,000 = 400,000 บาท


กำไรบนกระดาษ 800,000 บาท แต่เงินสดที่งอกจากธุรกิจจริงมีแค่ 400,000 บาท ส่วนที่ต่างกันไม่ได้หายไปไหน แต่จะไปอยู่ในลูกหนี้และสินค้าคงเหลือ ขณะที่งบส่วนบุคคลเราจะไม่เจอปัญหานี้ เพราะไม่มีใครขายของให้ตัวเองแบบให้เครดิต 60 วันนั่นเอง



4. “ค่าเสื่อมราคา” รายจ่ายที่ไม่มีเงินไหลออก

ฝั่งบุคคล ซื้อรถ 1.2 ล้านบาทด้วยเงินสด งบกระแสเงินสดบันทึกเงินออก 1.2 ล้านบาทในเดือนนั้นทีเดียว จบเรื่อง

ฝั่งบริษัท ซื้อเครื่องจักร 1.2 ล้านบาท อายุการใช้งาน 5 ปี จะเกิด 2 อย่างพร้อมกัน


งบกระแสเงินสด: เงินออก 1.2 ล้านบาทในปีที่ซื้อ (อยู่ในกิจกรรมลงทุน) ปีที่ 2–5 เงินออก 0 บาท

งบกำไรขาดทุน: ตัดเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 1,200,000 ÷ 5 = 240,000 บาท ต่อเนื่อง 5 ปี


แปลว่าปีที่ 2 ถึงปีที่ 5 บริษัทมีรายจ่าย 240,000 บาทที่ทำให้กำไรลดลง แต่ไม่มีเงินออกจากบัญชีเลยแม้แต่บาทเดียว กำไรกับเงินสดจึงยิ่งห่างกันออกไปอีก นี่คือเหตุผลที่ในงบกระแสเงินสดต้อง "บวกค่าเสื่อมราคากลับ" เข้าไปในกำไรสุทธิ ไม่ใช่เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นรายได้ แต่เพราะเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้ควักเงินนั่นเอง



5. แยกกระเป๋าเงิน “เจ้าของ ≠ บริษัท”

หลักคิดนี้เรียกว่า Separate the Wallet กระเป๋าเจ้าของ (Personal Pocket) กับกระเป๋าบริษัท (Corporate Pocket) ต้องแยกกันชัดเจน และเงินระหว่างสองกระเป๋ามีเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน


เงินออกจากบริษัทมาถึงเจ้าของ หลัก ๆ 3 ทาง: เงินเดือน/ค่าตอบแทนกรรมการ (บริษัทลงเป็นค่าใช้จ่ายได้) ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม และเงินปันผล (จ่ายจากกำไรหลังเสียภาษี) ยังมีทางอื่น เช่น ค่าเช่าทรัพย์สินที่ให้บริษัทใช้ และการรับคืนเงินต้นเงินกู้กรรมการ ซึ่งไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี

เงินจากเจ้าของเข้าบริษัทได้ 2 ทาง: ลงเป็นทุน (Equity Financing) หรือให้บริษัทกู้ (Debt Financing)


ตัวอย่าง: บริษัทมีหนี้สิน 5 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 5 ล้านบาท อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) = 5 ÷ 5 = 1.00 เท่า วันหนึ่งเจ้าของจะเติมเงินให้ 2 ล้านบาท


• ถ้าลงเป็น ทุน: หนี้สิน 5 ล้าน ส่วนของผู้ถือหุ้น 7 ล้าน → D/E = 5 ÷ 7 = 0.71 เท่า

• ถ้าลงเป็น เงินกู้กรรมการ: หนี้สิน 7 ล้าน ส่วนของผู้ถือหุ้น 5 ล้าน → D/E = 7 ÷ 5 = 1.40 เท่า


จะสังเกตเห็นว่าเงินก้อนเดียวกัน จำนวนเท่ากัน เจตนาเดียวกัน แต่หน้างบต่างกันเกือบสองเท่า และธนาคารจะอ่านสองแบบนี้ไม่เหมือนกันเลย


แต่ในชีวิตจริง เรามักเจอว่าเจ้าของโอนเงินเข้าออกบริษัทตามความจำเป็นเฉพาะหน้าโดยไม่มีสัญญารองรับ สุดท้ายกลายเป็นบัญชี "เงินกู้ยืมกรรมการ" ก้อนใหญ่ที่ทำให้ D/E ดูแย่กว่าความจริง กรณีแบบนี้เราจะคำนวณ D/E ให้ดู 2 ชุด คือชุดตามหน้างบ กับชุดที่ย้ายเงินกู้กรรมการทั้งก้อนไปนับเป็นทุนเสมือน (quasi-equity) เคสหนึ่งที่เราทำ ตัวเลขขยับจาก 2.9 เท่า เหลือ 2.1 เท่า ซึ่งเปลี่ยนบทสนทนากับธนาคารไปคนละเรื่องเลยเหมือนกัน



6. ขั้นบันไดจากเงินได้ vs อัตราคงที่จากกำไร แต่เสียภาษี 2 ชั้น

บุคคลธรรมดาเสียภาษีแบบขั้นบันได 0–35% จาก "เงินได้สุทธิ" คือรายได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน


นิติบุคคลเสียภาษีจาก "กำไรสุทธิทางภาษี" อัตราทั่วไป 20% แต่ถ้าเข้าเกณฑ์ SME (ทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และ รายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้อัตราพิเศษ คือกำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วน 300,001–3,000,000 บาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสีย 20%


ตัวอย่าง: กำไรจากธุรกิจ 2,000,000 บาท (สมมติฐานภาษีเท่ากันทั้งสองแบบเพื่อให้เทียบกันได้)


ทำในนามบุคคลธรรมดา: 150,000 แรกยกเว้น + (150,000 × 5%) + (200,000 × 10%) + (250,000 × 15%) + (250,000 × 20%) + (1,000,000 × 25%) = 365,000 บาท หรืออัตราที่จ่ายจริง 18.25%

ทำในนามนิติบุคคล SME: 300,000 แรกยกเว้น + (1,700,000 × 15%) = 255,000 บาท หรือ 12.75%

ดูแค่นี้บริษัทชนะขาด แต่เงินยังอยู่ในกระเป๋าบริษัท ไม่ใช่กระเป๋าเรา ถ้าจะดึงออกมาใช้เป็นเงินปันผล ต้องเสียภาษีอีกชั้น และมี 2 ทางเลือก


ดังนั้นจะเห็นว่าประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคลไม่ได้เกิดจากการ "จดบริษัท" แต่เกิดจากการที่เงินได้อยู่ทำงานต่อในบริษัท คนที่ดึงกำไรออกมาใช้หมดทุกปี ก็จะเสียภาษีเท่ากับทำในนามบุคคลเหมือนกัน และแม้ว่าอัตราภาษีจะแตกต่างกันแต่ประเด็นหลักของการจดบริษัทอยู่ที่ค่าใช้จ่ายทุกรายการที่นำมาใช้ในทางภาษีต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้น ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเหมือนกับบุคคลธรรมดาได้ ส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการทำบัญชี การสอบบัญชี ฯลฯ ซึ่งฝั่งบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องมี



(แถม) เรื่องที่ 7 งบของเรา vs งบที่คนอื่นอ่าน

งบการเงินส่วนบุคคลไม่มีมาตรฐานบังคับ ไม่มีใครมาตรวจ ทำใน Excel ของตัวเองก็ได้ ผิดก็แก้ได้ เพราะคนอ่านมีคนเดียวคือเรา


งบการเงินนิติบุคคลเป็นเอกสารสาธารณะ ต้องจัดทำตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบและแสดงความเห็น (ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากรได้) และต้องนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กับกรมสรรพากร ทำให้ธนาคาร คู่ค้า ผู้ร่วมทุน และคู่แข่งของเรา ดึงงบของเราไปอ่านได้


มาตรฐานยังแบ่ง 2 ระดับ บริษัทจำกัดทั่วไปใช้ TFRS for NPAEs ซึ่งไม่บังคับให้ทำงบกระแสเงินสด ส่วน TFRS for PAEs ที่ต้องทำครบทั้ง 5 งบ ใช้กับบริษัทมหาชน บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ กองทุนรวม รวมถึงกิจการที่เลือกใช้เองโดยสมัครใจ


จุดนี้มีนัยสำคัญกับเจ้าของ SME มาก เพราะเล่มงบที่ได้จากสำนักงานบัญชีมักไม่มีงบกระแสเงินสด ซึ่งเป็นงบที่บอกว่าเงินหายไปไหน พูดง่าย ๆ คืองบที่เราต้องการที่สุดในการบริหาร กลับเป็นงบที่กฎหมายไม่บังคับให้ทำ (ปัจจุบันยังไม่บังคับ แต่มาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ในอนาคตมีโอกาสที่จะบังคับให้ทำ) ดังนั้นในปัจจุบัน SME ที่ใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินให้กับธุรกิจ ก็จะมีงบกระแสเงินสดที่จัดเราทำขึ้นเองจากงบแสดงฐานะการเงิน 2 ปีเทียบกัน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การเงินให้กับธุรกิจด้วย



ปิดท้าย “ความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจไม่อยู่ในงบใดงบเดียว”

ความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจกระจายอยู่ 4 ช่องทาง คือเงินเดือนที่รับจากบริษัท เงินปันผลที่แบ่งจากกำไร เงินดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม และมูลค่าหุ้นที่โตขึ้นตามผลประกอบการ นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจในทางอ้อมด้วย อย่างการที่บริษัทมีสวัสดิการต่าง ๆ ให้ เช่น ประกันสุขภาพ-ประกันอุบัติเหตุแบบกลุ่ม สวัสดิการเบิกจ่ายค่าเทอมบุตร ทุนการศึกษาต่อ ฯลฯ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ความมั่งคั่งของเจ้าของดีขึ้นหรือมั่นคงขึ้นได้เช่นกัน



สมมติปีนี้เรารับเงินเดือน 600,000 บาท รับปันผล 400,000 บาท และมูลค่ากิจการโตจาก 8 ล้านบาทเป็น 10 ล้านบาท ความมั่งคั่งของเราเพิ่มขึ้นสูงสุด 3,000,000 บาท (ตัวเลขนี้เป็นยอดก่อนภาษีและสมมติว่าเก็บออมทั้งหมด) โดยมีเพียง 1,000,000 บาทที่ผ่านบัญชีเงินฝากส่วนตัว ส่วนอีก 2,000,000 บาทจะไม่ปรากฏในงบกระแสเงินสดส่วนบุคคลของเราเลย


เจ้าของธุรกิจจึงต้องอ่านงบให้ออกทั้งสองฝั่ง งบการเงินส่วนบุคคลบอกว่าชีวิตเราเป็นอย่างไร ส่วนงบการเงินธุรกิจบอกว่าเครื่องจักรที่ผลิตความมั่งคั่งให้เราเป็นอย่างไร จึงจะเห็นภาพที่สมบูรณ์



บทความนี้เขียนโดย

คุณทศพล สุวรรณสุต

Junior Wealth Planner

Siam Wealth Management


#งบการเงินส่วนบุคคล #งบการเงินธุรกิจ

#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา

Comments


bottom of page