ชีวิตหลังความตาย 'เสร็จงานศพไม่ได้จบอย่างที่คิด' 3 เรื่องใหญ่ที่ต้องจัดการหลังการจากไปของคนที่เรารัก

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ชีวิตหลังความตาย’ หลายคนอาจนึกถึงโลกอีกใบหนึ่ง วิญญาณ หรือตายแล้วไปไหน แต่ ‘ชีวิตหลังความตาย’ ที่นิวอยากพูดถึงวันนี้ ไม่ใช่ชีวิตของคนที่ตายไปแล้วค่ะ
นิวอยากพูดถึง... ชีวิตของคนที่ยังอยู่ หลังความตายของใครคนหนึ่ง
เพราะเมื่อมีใครสักคนในครอบครัวเสียชีวิต เราอาจคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือการจัดงานศพ ติดต่อวัด แจ้งญาติพี่น้อง จัดพิธี เผาหรือฝัง เก็บอัฐิ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เสร็จงานศพ ก็น่าจะจบแล้ว แต่พอได้มีประสบการณ์คนในครอบครัวเสียชีวิต และได้มองสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ นิวถึงได้รู้ว่า...
เสร็จงานศพ ไม่ได้จบอย่างที่คิด
เพราะการจากไปของคนหนึ่งคนทิ้งเรื่องให้คนข้างหลังต้องจัดการอีกมากมาย ถ้าจะสรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ มีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ
ร่างกาย
ทรัพย์สิน
สิทธิ์และหน้าที่
และมีอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่มีแบบฟอร์ม ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีขั้นตอนบอกว่าต้องทำอะไรเป็นข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 นั่นคือ หัวใจของคนที่ยังอยู่
___________________________________
1. ร่างกาย — เมื่อเจ้าของร่างไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้อีกแล้ว
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นทันทีหลังการเสียชีวิต คือเราต้องจัดการกับร่างกาย ของคนที่จากไป ถ้าเสียชีวิตที่โรงพยาบาล อาจมีบุคลากรคอยบอกขั้นตอนว่าต้องทำอะไรต่อ แต่ถ้าเสียชีวิตที่บ้านหรือนอกโรงพยาบาล ขั้นตอนก็อาจแตกต่างกันไปตามสาเหตุและสถานการณ์
ต้องแจ้งใคร
ต้องมีเอกสารอะไร
ใครเป็นผู้ดำเนินการเรื่องใบมรณบัตร
ร่างจะถูกนำไปที่ไหน
หลังจากนั้นจะจัดพิธีแบบใด
ฟังดูเหมือนทุกอย่างมีขั้นตอนชัดเจน แต่ลองนึกดูนะคะว่า คนที่ต้องตัดสินใจเรื่องทั้งหมดนี้ อาจเพิ่งสูญเสียคนที่รักไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยังไม่ทันได้ตั้งสติด้วยซ้ำ ก็ต้องตอบคำถามแล้วว่า
จะนำร่างไปวัดไหน
จะจัดงานกี่วัน
จะเผาหรือจัดการตามความเชื่ออย่างไร
เขาเคยบอกไหมว่าอยากได้งานแบบไหน
อยากให้ใครมาหรือไม่อยากให้ใครมา
อยากให้เก็บอัฐิไว้ที่ไหน
บางครอบครัวอาจมีคำตอบอยู่แล้วแต่บางครอบครัวไม่เคยคุยเรื่องนี้กันเลย แล้ววันที่เจ้าตัวตอบไม่ได้แล้ว ทุกคนก็ต้องช่วยกัน...
คนหนึ่งอยากจัดงานใหญ่ เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้ได้
อีกคนอยากจัดเรียบง่าย เพราะคิดว่าคนที่จากไปไม่ชอบความวุ่นวาย
ไม่มีใครผิดค่ะ ทุกคนแค่กำลังพยายามทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดให้คนที่ตัวเองรัก แต่ถ้าเจ้าตัวเคยพูดหรือเขียน
ความต้องการของตัวเองเอาไว้...ภาระการ ‘ตัดสินใจแทน’ ของคนข้างหลังก็คงเบาลงไม่น้อย
นิวจึงเริ่มเข้าใจว่า การพูดเรื่องความตายตอนที่เรายังมีชีวิต ไม่ได้เป็นการแช่งตัวเอง แต่มันคือการสื่อสารความต้องการและช่วยคนที่เรารัก ให้ไม่ต้องตัดสินใจเรื่องยากที่สุดในชีวิตด้วยการเดาใจเรา
___________________________________
2. ทรัพย์สิน — คนจากไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาเป็นเจ้าของยังอยู่
หลังจากจัดการเรื่องร่างกายและงานศพเสร็จแล้ว อีกเรื่องใหญ่ที่รออยู่คือ
ทรัพย์สิน
เงินฝาก บ้าน ที่ดิน รถ เงินลงทุน กองทุน หุ้น กิจการ กรมธรรม์ ของมีค่า รวมถึงทรัพย์สินหรือบัญชีต่างๆ ที่อยู่ในโลกออนไลน์
คำถามแรกอาจไม่ใช่ ‘ใครจะได้อะไร’ แต่เป็น... ‘เขามีอะไรอยู่บ้าง’
นี่เป็นเรื่องที่ดูธรรมดามาก แต่กลับสร้างความยุ่งยากให้หลายครอบครัวได้มากที่สุด เพราะคนในครอบครัวอาจรู้ว่า
พ่อมีเงินเก็บ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ธนาคารไหน
แม่เคยซื้อประกัน แต่ไม่รู้ว่ามีกี่ฉบับ
เคยลงทุน แต่ไม่รู้ว่าลงทุนผ่านบริษัทอะไร
มีโฉนด แต่ไม่รู้ว่าเก็บไว้ตรงไหน
มีทรัพย์สินร่วมกับคนอื่น
แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียด
และที่สำคัญ...อาจมี หนี้สิน ที่ยังไม่ได้หายไปพร้อมเจ้าของด้วย
บ้านยังผ่อนไม่หมด
รถยังมีภาระ
ธุรกิจอาจมีหนี้
มีสัญญาหรือภาระผูกพันบางอย่างที่ยังต้องนำมาจัดการ
เพราะฉะนั้น ก่อนจะถามว่า ‘มรดกแบ่งกันอย่างไร’ อาจต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ‘กองมรดกจริง ๆ มีอะไรอยู่บ้าง’
พินัยกรรม เข้ามาช่วยตรงนี้แหละ
เวลาพูดถึงคำว่า ‘พินัยกรรม’ หลายคนมักนึกถึงคนอายุมาก หรือคนที่มีทรัพย์สินมหาศาล บ้านสิบหลัง ที่ดินร้อยไร่ เงินเป็นร้อยล้าน แต่จริงๆ แล้วสาระสำคัญของพินัยกรรมไม่ได้อยู่ที่ว่าเรารวยแค่ไหน
มันอยู่ที่ เราอยากให้ทรัพย์สินของเราไปไหน และใครเป็นคนจัดการต่อ ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว
การทำพินัยกรรมบังคับให้เรา ‘ทบทวนรายการทรัพย์สิน’ และคิดต่อว่าเราอยาก ‘ส่งต่อ’ ให้ใคร ถ้าไม่มีพินัยกรรม การแบ่งมรดกก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ซึ่งอาจตรงกับความต้องการของเรา หรืออาจไม่ตรงใจเราเลยก็ได้
บางทีเราอาจอยากให้ของบางชิ้นกับคนบางคนเป็นพิเศษ อาจอยากจัดการทรัพย์สินบางอย่างด้วยวิธีเฉพาะ หรืออยากลดโอกาสที่จะเกิดคำถามและความขัดแย้งระหว่างคนในครอบครัวภายหลัง
เรื่องพวกนี้ ถ้าไม่พูด ไม่เขียน และไม่จัดการไว้ คนที่จากไปอาจไม่ต้องรับรู้อะไรแล้ว แต่คนที่ต้องนั่งคุยกันต่อ คือคนที่ยังอยู่ค่ะ และมรดกก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่าตัวเลขบนกระดาษมาก
บ้านหลังหนึ่งอาจมีราคา 5 ล้านบาท แต่สำหรับลูกคนหนึ่ง มันคือบ้านที่โตมา
อีกคนอยากขาย
อีกคนอยากเก็บ
อีกคนรู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนดูแลพ่อแม่มาตลอด
จากเรื่อง ‘ทรัพย์สิน’ มันอาจกลายเป็นเรื่อง ‘ความรู้สึก’ ได้ง่ายมาก
การทำพินัยกรรม จึงไม่ใช่การเตรียมตัวตาย แต่มันคือการทำให้สิ่งที่เราตั้งใจไว้ ชัดเจนขึ้น
ในวันที่เราไม่จัดการอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว
สมุดเบาใจที่ไม่ต้องเดาใจ
เพราะชีวิตของเรามีเรื่องมากกว่าการแบ่งทรัพย์สิน ยังมีอีกหลายคำถามที่เราควรคิดและสื่อสารไว้ล่วงหน้า
ถ้าวันหนึ่งเราป่วยหนักและสื่อสารไม่ได้ เราอยากได้รับการดูแลอย่างไร
อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเราในช่วงสุดท้ายของชีวิต
เราอยากให้ใครมีส่วนร่วมรับรู้หรือช่วยตัดสินใจ
มีอะไรที่อยากพูดกับคนในครอบครัว
และมีความต้องการอะไรที่อยากสื่อสารไว้ก่อน ในวันที่เรายังสื่อสารได้ ผ่าน สมุดเบาใจ
สมุดเบาใจเป็นเครื่องมือสำหรับการวางแผน ดูแลสุขภาพล่วงหน้า หรือ Advance Care Planning และช่วยสื่อสารเจตนาเกี่ยวกับการดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตให้ครอบครัวและทีมสุขภาพรับทราบ เพื่อให้คนรอบตัวไม่ต้องเดาใจเราในวันที่เราไม่สามารถสื่อสารได้
นิวชอบแนวคิดของมันตรงคำว่า...ไม่ต้องเดาใจและช่วยให้เจ้าของสมุดใจเบา
เพราะลองสลับมุมดูนะคะ ถ้าคนที่เรารักนอนอยู่ตรงหน้า และเราเป็นคนที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญแทนเขา แต่เราไม่เคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อนเลย สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่คำถามว่าควรทำอะไร แต่อาจมีคำถามลึกๆในใจว่า สิ่งที่ฉันเลือก...ใช่สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ หรือเปล่า
สมุดเบาใจจึงไม่ใช่พินัยกรรมสำหรับแบ่งทรัพย์สิน และไม่ได้ทำหน้าที่แทนพินัยกรรม แต่มันช่วยให้เราได้ทบทวนและสื่อสารเรื่อง การดูแลสุขภาพและความต้องการในช่วงท้ายของชีวิต ให้ครอบครัวและทีมดูแลเข้าใจตรงกันมากขึ้น
พินัยกรรมกับสมุดเบาใจจึงทำหน้าที่ต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ ช่วยให้คนข้างหลังไม่ต้องเดา
พินัยกรรมช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องทรัพย์สินและมรดก
สมุดเบาใจช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องการดูแลสุขภาพและความต้องการของเราในช่วงสุดท้าย
และบางที...ความชัดเจนนี่แหละ อาจเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่เราทิ้งไว้ให้คนที่รักได้
___________________________________
3. สิทธิ์และหน้าที่ — บางอย่างมีสิทธิ์ได้รับ บางอย่างต้องมีคนรับช่วงต่อ
การเสียชีวิตของคนหนึ่งคนไม่ได้ทิ้งไว้แค่ร่างกายและทรัพย์สิน แต่ยังทิ้งทั้ง ‘สิทธิ์’ และ ‘หน้าที่’ เอาไว้ด้วย
สิทธิ์ที่คนข้างหลังอาจต้องไปดำเนินการขอรับ เช่น เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิต สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินบำเหน็จหรือสิทธิจากหน่วยงาน เงินช่วยเหลือจากนายจ้าง กองทุนฌาปนกิจ หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ผู้เสียชีวิตมีอยู่
คำว่า ‘มีสิทธิ์’ สำคัญนะคะ เพราะการมีสิทธิ์ ไม่ได้หมายความว่าเงินทุกก้อนจะวิ่งเข้าบัญชีเราเองโดยอัตโนมัติ หลายเรื่องต้องมีคนรู้ว่ามี ต้องรู้ว่าติดต่อที่ไหน ต้องเตรียมเอกสารอะไร และต้องขั้นตอนการดำเนินการขอรับต้องทำยังไง
ถ้าคนในครอบครัวไม่เคยรู้เลยว่าเจ้าตัวมีประกัน มีสวัสดิการ หรือมีสิทธิ์อะไรอยู่บ้าง สิ่งที่เขาเคยตั้งใจเตรียมไว้ดูแลคนข้างหลัง ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าจะไปตามหาจากตรงไหน
แล้ว ‘หน้าที่’ ล่ะ?
หน้าที่ของคนคนหนึ่งไม่ได้หายไปพร้อมกับวันที่เขาเสียชีวิต ลองนึกถึงบ้านที่คุณพ่อเป็นคนจัดการเรื่องเงินทั้งหมด บ้านที่คุณแม่เป็นคนดูแลลูกและพาผู้สูงอายุไปหาหมอ คนที่ดูแลกิจการ คนที่จ่ายบิล คนที่จัดการเรื่องภาษี คนที่รู้ว่าทุกสิ้นเดือนต้องจ่ายอะไรบ้าง คนที่ดูแลสัตว์เลี้ยง คนที่รู้รหัส รู้เอกสาร รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน ตอนที่เขายังอยู่ เราอาจไม่เคยรู้เลยว่า คนหนึ่งคนกำลังถือ “ระบบของทั้งบ้าน” เอาไว้มากแค่ไหน
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไม่อยู่ ค่างวดบ้านเดือนหน้าก็ยังมา ค่าเทอมลูกยังต้องจ่าย พ่อแม่สูงอายุยังต้องมีคนดูแล ธุรกิจยังต้องเดินต่อ สัตว์เลี้ยงยังรอกินข้าว
งานบางอย่างไม่ได้หายไป มันเพียงแต่... ย้ายไปอยู่บนไหล่ของคนอื่น
สิ่งนี้ทำให้นิวรู้สึกว่า เวลาวางแผนเพื่อคนข้างหลัง เราไม่ควรถามเพียงว่า ‘ถ้าฉันตาย ฉันจะทิ้งเงินไว้เท่าไร?’ แต่อาจต้องถามเพิ่มว่า ‘ถ้าฉันไม่อยู่ ใครต้องรับช่วงอะไรต่อจากฉัน?’
และ... เขารู้ไหมว่าต้องเริ่มตรงไหน
___________________________________
และสุดท้าย...หัวใจของคนที่ยังอยู่
สามเรื่องก่อนหน้านี้ยังพอมีสิ่งให้ยึดเกาะ
ร่างกาย มีขั้นตอน
ทรัพย์สิน มีเอกสาร
สิทธิ์ มีหน่วยงาน และ หน้าที่ มีสิ่งที่ต้องทำต่อ
แต่ความรู้สึก... ไม่มีคู่มือค่ะ ช่วงจัดงานศพ คนในครอบครัวอาจยุ่งมาก ทั้งรับแขก คุยกับวัด จัดการเอกสาร เลือกนั่นเลือกนี่ รับโทรศัพท์ ตอบข้อความ ต้อนรับญาติ ขอบคุณคนที่มาร่วมงาน จนแทบไม่มีเวลานั่งนิ่ง ๆ กับตัวเอง
เราอาจเห็นใครบางคนดูเข้มแข็งมากในช่วงนั้น จัดการทุกอย่างได้ ไม่ร้องไห้พูดคุยกับทุกคนตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เสียใจนะคะ
บางทีเขาอาจเพียง...ยังไม่มีเวลาพอที่จะเสียใจ
แล้วงานก็จบ แขกกลับ ดอกไม้ถูกเก็บ โทรศัพท์ที่ดังตลอดหลายวันเริ่มเงียบ ทุกคนกลับไปทำงานกลับไปอยู่กับครอบครัวของตัวเอง
แต่ใครบางคนต้องกลับเข้าบ้านหลังเดิม บ้านที่ทุกอย่างแทบจะเหมือนเดิม เสื้อยังแขวนอยู่ แก้วน้ำยังอยู่ที่เดิม ของใช้ยังวางอยู่ ที่นั่งประจำยังว่างอยู่ตรงนั้น ต่างกันเพียงอย่างเดียวคือ เจ้าของของเหล่านั้นไม่กลับมาแล้ว
และบางที...ความสูญเสียอาจเพิ่งเริ่มชัดเจนในวันนั้นเอง
เมื่อพิธีจบ เราก็ค่อยๆ กลับไปใช้ชีวิตของเรา ทุกคนมีชีวิตที่ต้องดำเนินต่อ แต่ ชีวิตของคนที่สูญเสีย
อาจไม่ได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมพร้อมกับเรา
อีกหนึ่งสัปดาห์หลังงานศพ
อีกหนึ่งเดือน
วันเกิดของคนที่จากไป
เทศกาลแรกที่ไม่มีเขา
วันครบรอบการจากไป
บางวันเหล่านี้อาจสร้างความเสียใจให้ผู้สูญเสียหนักกว่าวันจัดงานศพเสียอีก
เราไม่จำเป็นต้องมีคำพูดวิเศษที่จะทำให้ใครหายเศร้า บางครั้งไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่ยังอยู่ตรงนั้น เป็นเพื่อนเขาก็พอ
___________________________________
ชีวิตหลังความตาย
สุดท้ายแล้ว อาจไม่ใช่เรื่องว่าคนที่จากไปจะไปอยู่ที่ไหน แต่อาจเป็นเรื่องว่า... คนที่ยังอยู่ จะใช้ชีวิตต่ออย่างไร
ร่างกายที่ต้องได้รับการจัดการ
ทรัพย์สินที่ต้องได้รับการส่งต่อ
สิทธิ์และหน้าที่ที่ต้องมีคนรับช่วง
ความต้องการที่ควรสื่อสารไว้ ก่อนวันที่เราพูดไม่ได้ เราอาจไม่จำเป็นต้องรอให้แก่ ไม่ต้องรอให้ป่วยหนัก และไม่ต้องรอให้ตัวเองมีทรัพย์สินเป็นร้อยล้าน
และสุดท้ายหัวใจของคนที่ยังอยู่ ที่ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ว่า...จะใช้ชีวิตบนโลกใบเดิม ในวันที่ไม่มีใครบางคนอยู่ตรงนั้นแล้วอย่างไร
คนที่จากไป มีเรื่องให้เราจัดการ
แต่คนที่ยังอยู่ มีหัวใจให้เราดูแล
และหนึ่งในหัวใจเหล่านั้น อาจเป็นหัวใจของเราเอง
บทความนี้เขียนโดย คุณนิว นฤมล ศรีวิฑูรย์
Wealth Advisor
Siam Wealth Management
#ชีวิตหลังความตาย
#วางแผนการส่งต่อ
#วางแผนชีวิต
#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา


Comments