top of page

Check List 7 ข้อ อยากส่งลูกเรียนอินเตอร์ต้องเตรียมอะไรบ้าง


หากอยากให้ลูกเรียนอินเตอร์แบบปลอดภัยในระยะยาว คุณทำข้อไหนกันแล้วบ้างคะ?


พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกมี “ต้นทุนชีวิตที่ดี” อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้ใช้ภาษาอย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เด็ก ได้ค้นพบตัวเอง และมีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตได้มากขึ้น จึงเลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ หรือโรงเรียนแบบที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะให้ได้


แต่เราเคยถามตัวเองกันไหมคะว่า…


วันนี้ได้เตรียมเงินสำหรับอนาคตของลูก อย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง และถ้าวันนึงคุณให้ลูกเข้าโรงเรียนที่ตั้งใจไว้ได้แล้ว แต่กลับเกิดเรื่องบางอย่างที่อาจกระทบกับอนาคตของลูกขึ้นมาคุณจะทำอย่างไร?


และเราจะเตรียมเงินอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งอนาคตของลูก และอนาคตของคุณด้วยค่ะ



ตอนนี้โรงเรียนอินเตอร์ส่วนใหญ่มีค่าเทอมเริ่มต้น Pre-Nursery ที่ 200,000 – 400,000 ต่อปี ขณะที่โรงเรียนนานาชาติระดับ Top Tier อาจเริ่มต้นที่ครึ่งล้าน และสูงขึ้นตามระดับชั้นเรียน ไปจนถึงมากกว่า 1,000,000 บาทต่อปี นี่ยังไม่รวมค่าแรกเข้า ค่ากิจกรรม ค่าเรียนพิเศษ ดนตรี หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เลยนะคะ


คำถามที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนเลย จึงไม่ใช่แค่ “จะจ่ายค่าเทอมไหวไหม” แต่ยังต้องวางแผนระยะยาวว่า “จะส่งลูกเรียนจนจบ แบบปลอดภัย” ได้ยังไง


นี่เลยเป็น Check List 7 ข้อ ที่จะเปลี่ยน “ความไม่แน่นอน” ให้กลายเป็น “แผนที่ปลอดภัย” สำหรับการศึกษาลูกได้เลยค่ะ



1. เลือกประเภทของโรงเรียน “ก่อน” เริ่มเก็บเงิน 🏫


อย่าเพิ่งคิดว่าต้องเก็บเดือนละเท่าไร แต่ให้คิดก่อนว่าคุณอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนแบบไหน จะเป็นโรงเรียน Bilingual โรงเรียนนานาชาติระดับกลาง หรือระดับ Top Tier เพราะแต่ละทางเลือกมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันหลายแสนบาทต่อปี


เมื่อเป้าหมายชัด ตัวเลขจึงจะชัด และเมื่อตัวเลขชัด คุณถึงจะเริ่มลงมือเก็บเงินได้จริง และอาจทำให้ต้องปรับระดับของโรงเรียนให้เหมาะกับเงินที่จะเก็บได้ด้วยค่ะ



2. คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด “ไม่ใช่” แค่ค่าเทอม 💰


ค่าใช้จ่ายในการเรียน จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ


- ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Need) ก็คือ ค่าเทอม ค่าแรกเข้า ค่ามัดจำ ค่าชุดยูนิฟอร์ม ชุดว่ายน้ำ อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียน


- ค่าใช้จ่ายเสริม (Want) ก็คือ ค่ากิจกรรม ค่าเรียนดนตรี ค่าเรียนเสริมพิเศษ และซัมเมอร์โปรแกรม


พอคำนวณออกมาแล้ว จะต้องเผื่อไว้อีกนิดหน่อย สำหรับค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึงในตอนนี้ และที่สำคัญคือ อย่าลืมคำนวณเงินเฟ้อการศึกษาที่ต้องคิดแบบทบต้นไปอีก 3-5% ในทุกปีเข้าไปด้วยนะคะ ซึ่งคิดคร่าวๆ อาจจะสูงกว่าตัวเลขตั้งต้นอยู่ที่ 50-100% เลยค่ะ เงินก้อนนี้แหละจึงจะเป็นเงินที่เราต้องเตรียมวางแผนเก็บต่อไป



3. “แยก” เงินค่าการศึกษาของลูก 🫙


ออกจากเงินก้อนอื่นอย่างชัดเจน เงินที่เตรียมไว้ให้ลูก ไม่ควรเอาไปรวมกับเงินสำหรับเป้าหมายอย่างอื่น เช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินสำรอง หรือเงินเกษียณของพ่อแม่ แต่ควรแยกเก็บให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการ


🫙 แยกเก็บเป็นบัญชีอื่น

อาจแยกเก็บอีกธนาคารนึง หรือเปิดบัญชีแยกอีกอันนึง


🫙 แยกเป้าหมายการลงทุนเป็นอีกชื่อนึงใน Port ลงทุน

หลาย Application ที่ใช้ในการลงทุน สามารถแยกเป้าหมายตามต้องการได้ เช่น เงินเก็บค่าเทอมลูก ภายใต้ชื่อบัญชีเดียวกัน ทำให้เงินไม่ปนกัน


ทำบัญชี หรือเก็บข้อมูลแยกเอาไว้ให้รู้ว่าเงินก้อนนี้สำหรับการศึกษาของลูกเท่านั้น


การแยกเก็บแบบนี้ จะทำให้เราไม่ใช้เงินสำหรับอนาคตของลูกเพื่อแก้ปัญหาวันนี้ และไม่ปนกับเงินสำหรับอนาคตของพ่อแม่เองด้วยค่ะ


4. “เริ่มให้เร็ว” จะทำให้การเก็บเงินง่ายขึ้น 🌱


หากตั้งเป้าเก็บเงินค่าเรียนลูก 10 ล้านบาท โดยมีเวลาทะยอยเก็บ 15 ปี ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปี

คุณต้องเก็บประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน

แต่หากเหลือเวลา 10 ปี ตัวเลขก็จะเพิ่มเป็นประมาณ 67,000 บาทต่อเดือน

และถ้าเหลือเพียง 5 ปี ภาระจะหนักขึ้นหลายเท่าทันที


เห็นไหมคะว่า การเก็บเงินจะง่ายขึ้นมาก เพียงแค่เราเริ่มเก็บให้เร็วขึ้น


5. แบ่งเงิน “ตามช่วงเวลา” ที่ต้องใช้


💰 เงินที่จะใช้ใน 1–3 ปี ควรอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ

เพราะหากเกิดอะไรขึ้น คุณต้องใช้เงินก้อนนี้ โดยไม่มีเวลารอให้ตลาดฟื้น


💰 เงินที่ยังมีเวลา 5–10 ปี

อาจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้นได้ อาจแบ่งพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงสูง ต่อ เสี่ยงต่ำ เป็น 20/80 หรือ 30/70ให้มีโอกาสรับผลตอบแทนได้มากขึ้น


💰 ส่วนเงินที่ยังไม่ใช้ในอีก 10 ปีขึ้นไป

จึงค่อยพิจารณาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสเติบโต โดยต้องอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ครอบครัวรับได้



📌 ข้อควรระวัง คือ อย่าลงทุนตามกระแส

ลงทุนตามเพื่อน หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณไม่เข้าใจ ไม่งั้นเงินอาจหายไปได้ในพริบตา



6. เตรียม “แผนสำรอง” หากรายได้ของพ่อแม่หยุดลง หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน 🛡️


ลองถามตัวเองว่า ถ้าพ่อแม่ ที่เป็นคนหารายได้เข้าบ้าน เกิดทำงานไมได้ ป่วยหนัก หรือเสียชีวิต ลูกจะยังเรียนต่อได้ตามที่เราตั้งใจไว้ไหม?


การเตรียมการศึกษาของลูก หรือ Education Fund จึงไม่ใช่แค่การเก็บเงิน หรือการลงทุน แต่ต้องมีการปกป้องอนาคตของลูกและอนาคตของตัวเองด้วยประกันเท่าที่จำเป็น เช่น


🛡️ ประกันชีวิต : หากเราจากไปก่อน

เงินก้อนนี้จะส่งลูกต่อแทนเรา ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกจะมีอนาคตที่ดีตามที่เราตั้งใจเอาไว้


🛡️ ประกันโรคร้ายแรง หรือประกันทุพพลภาพ

เพื่อดูแลพ่อแม่เองในวันที่ทำงานไม่ได้ จะได้ไม่กระทบกับเงินที่เตรียมไว้สำหรับการศึกษาของลูก หรือแม้แต่จ่ายเป็นค่าเทอมแทนได้



7. ตั้งเป้าเป็น “ขั้นบันได” ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ 🪜


เมื่อเห็นตัวเลข 10 หรือ 15 ล้านบาทอย่าเพิ่งถอดใจ คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินครบทั้งหมดในวันนี้ แต่ต้องเริ่มวางระบบเก็บเงิน Education Fund ตั้งแต่วันนี้ต่างหาก


เริ่มจากค่าแรกเข้า และค่าเทอม 3-7 ปีแรกก่อน แล้วค่อยขยายไปถึงประถมกลาง-ปลาย มัธยม และมหาวิทยาลัย


เงินเริ่มต้นที่คุณมี จะสามารถเติบโตและมั่นคงขึ้นได้จากการเก็บ การลงทุน และการทบทวนแผนอย่างต่อเนื่องทุกปี


พ่อแม่อย่างเรา เมื่อมีลูกแล้วก็อยากดูแลเค้าให้ดีที่สุดเท่าที่พ่อแม่คนนึงจะทำได้ ซึ่งการเริ่มวางแผนให้ดี ยิ่งเริ่มได้เร็วแค่ไหนก็ยิ่งทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนได้มากขึ้นเท่านั้น


เปลี่ยนภาพในความคิดให้เป็นตัวเลข เปลี่ยนตัวเลขให้เป็นแผน และเปลี่ยนแผนให้เป็นการลงมือทำ


และอย่าลืมว่า นอกจากอนาคตของลูกแล้ว คุณก็มีอนาคตของตัวเองที่ต้องวางแผนด้วยเช่นกัน เพราะชีวิตที่ดีของลูก ไม่ควรแลกมาด้วยความเสี่ยงทางการเงินของพ่อแม่นะคะ


บทความนี้เขียนโดย

คุณแอน สุดารัตน์ บริสุทธนะกุล FChFP

Junior Wealth Advisor

Siam Wealth Management


#วางแผนการศึกษาบุตร

#ส่งลูกเรียนอินเตอร์

#คิดเรื่องชีวิตคิดถึงเรา

Comments


bottom of page