ตรวจสุขภาพการเงินบริษัท ควรดูอะไรบ้าง?

หากพูดถึงการตรวจสุขภาพการเงิน ถ้าเป็นฝั่งบุคคลเรามักเริ่มจากการตรวจบันทึกรายรับรายจ่ายเพื่อสร้างเป็นงบกระแสเงินสดส่วนบุคคล การตรวจรายการสินทรัพย์และหนี้สินเพื่อคำนวณความมั่งคั่งสุทธิจากงบแสดงฐานะทางการเงินส่วนบุคคล และการดูแลเงินสดสำรองในบัญชี เป็นต้น แต่เมื่ออยู่ในบทบาทของเจ้าของธุรกิจ ทายาทผู้รับช่วงต่อกิจการ หรือผู้ก่อตั้งที่กำลังขยายกิจการ บางท่านอาจเข้าใจว่าหากงบกำไรขาดทุนตอนสิ้นปีมีตัวเลขกำไรสุทธิเป็นบวก ธุรกิจก็ย่อมปลอดภัยและแข็งแรงดีแล้ว แต่ความเป็นจริงในโลกการเงินธุรกิจอาจจะไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น
เพราะกำไรบนกระดาษกับเงินสดในมือเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง การทำบัญชีธุรกิจใช้เกณฑ์คงค้าง รายได้จะถูกบันทึกทันทีที่มีการส่งมอบสินค้าหรือบริการแม้ยังไม่ได้รับเงินสด และค่าใช้จ่ายจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีภาระผูกพัน ธุรกิจจำนวนหนึ่งต้องเผชิญกับภาวะกำไรจนเจ๊ง จากการที่เงินสดไปจมอยู่กับลูกหนี้การค้าและสินค้าคงคลังจนขาดสภาพคล่องหมุนเวียน ส่วนธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งก็อาจจะเผชิญกับภาวะงบไม่เคยมีกำไรแต่เงินสดไม่เคยขาดมือ จากการที่รับเงินจากลูกค้ามาล่วงหน้าแล้วถือไว้กับตัวเองนานหลายวันหรือหลายเดือนก่อนที่จะจ่ายให้กับซัพพลายเออร์หรือซับคอนแทรคเตอร์ แต่เมื่อไหร่ที่การขายสะดุดหรือหยุดชะงัก เงินที่อยู่ในมือก็จะลดฮวบทันทีและอาจต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือกรรมการเพื่อเสริมสภาพคล่องเนื่องจากเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการชำระให้กับเจ้าหนี้การค้า ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่ากิจการมีปัญหาที่การหมุนเงินทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมีปัญหาด้านผลประกอบการที่ขาดทุน เหล่านี้เป็นต้น
การตรวจสุขภาพการเงินธุรกิจตามกรอบมาตรฐานของ SWM จึงมุ่งเน้นการตีโจทย์และทำความเข้าใจกลไกสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน เพื่อให้เจ้าของกิจการมองเห็นสุขภาพการเงินที่แท้จริงครบทั้ง 5 มิติสำคัญ

มิติที่ 1 ความสามารถในการทำกำไร
การประเมินความสามารถในการทำกำไรจำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าบรรทัดสุดท้ายในงบกำไรขาดทุน โดยจะเริ่มแกะโครงสร้างกำไรตั้งแต่ต้นทางผ่านอัตรากำไรขั้นต้น เพื่อวัดว่าตัวสินค้าหรือบริการมีส่วนต่างราคาต่อต้นทุนขายตรงที่แข่งขันได้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปควรสูงกว่าร้อยละ 40 ทั้งนี้อาจแตกต่างกันไปแล้วแต่อุตสาหกรรมและลักษณะของธุรกิจด้วย ถัดมาคืออัตรากำไรจากการดำเนินงาน หรือ EBIT Margin ที่สะท้อนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจหลักหลังหักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หากตัวเลขนี้ยังรักษาไว้ได้เกินร้อยละ 10 ย่อมสะท้อนว่าธุรกิจสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่อัตรากำไร EBITDA จะช่วยสะท้อนผลกำไรเงินสดก่อนหักภาระดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา ส่วนอัตรากำไรสุทธิจะเป็นตัวเลขสุดท้ายที่ตกถึงมือผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ การวัดผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE จะต้องนำมาแยกองค์ประกอบตามกรอบ DuPont เพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ผลตอบแทนที่สูงนั้นเกิดจากความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพการหมุนสินทรัพย์จริง หรือเป็นเพียงผลลัพธ์จากการกู้หนี้มาขยายธุรกิจมากเกินไป
ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. จำกัด มียอดขาย 10 ล้านบาท มีต้นทุนขาย 5.8 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 2.2 ล้านบาท เมื่อหักดอกเบี้ยจ่าย 2 แสนบาท และภาษีนิติบุคคล 3.6 แสนบาท จะเหลือกำไรสุทธิ 1.44 ล้านบาท บนส่วนของผู้ถือหุ้น 6 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 42 อัตรากำไรจากการดำเนินงานร้อยละ 20 และอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 14.4 ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 24 ถือเป็นโครงสร้างการทำกำไรที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับสินค้าไปจนถึงผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น

มิติที่ 2 ประสิทธิภาพการดำเนินงานและวงจรเงินสด
ประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านวงจรเงินสด ซึ่งตอบคำถามสำคัญว่า ตั้งแต่ธุรกิจควักเงินสดจ่ายค่าวัตถุดิบ ผลิตเป็นสินค้า ขายให้ลูกค้า จนกระทั่งเก็บเงินสดกลับเข้ากระเป๋า ต้องใช้เวลาหมุนเวียนรวมทั้งสิ้นกี่วัน วงจรนี้ประกอบด้วยระยะเวลาถือครองสินค้า รวมเข้ากับระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย แล้วหักลบออกด้วยระยะเวลาจ่ายชำระหนี้
หากบริษัทมีระยะเวลาถือครองสินค้า 45 วัน ระยะเวลาเก็บหนี้ 35 วัน และได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้ 30 วัน วงจรเงินสดจะอยู่ที่ 50 วัน หมายความว่าธุรกิจต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนไว้รองรับช่องว่าง 50 วันนี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสะดุดระหว่างรอเงินสดหมุนกลับเข้ามา ยิ่งบริหารให้วงจรเงินสดสั้นลงได้มากเท่าไร ธุรกิจก็ยิ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยลงและมีความคล่องตัวสูงขึ้นเท่านั้น

มิติที่ 3 สภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุน
สภาพคล่องคือเกราะป้องกันความเสี่ยงด่านแรก การวิเคราะห์เริ่มต้นจากอัตราส่วนทุนหมุนเวียน เพื่อดูความพร้อมของสินทรัพย์หมุนเวียนในการรองรับหนี้สินระยะสั้น ซึ่งเกณฑ์ที่ปลอดภัยควรอยู่ที่ 1.5 ถึง 2.0 เท่าขึ้นไป ควบคู่กับการตรวจอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วที่ตัดมูลค่าสินค้าคงเหลือออก เพื่อดูสภาพคล่องเนื้อแท้จากเงินสด เงินลงทุนระยะสั้น และลูกหนี้การค้า ซึ่งควรมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 1.0 เท่าของหนี้สินหมุนเวียน
ในแง่ของความเสี่ยงทางการเงิน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E Ratio ควรถูกควบคุมไว้ไม่เกิน 1.0 ถึง 1.5 เท่า และต้องพิจารณาประกอบกับความสามารถในการชำระภาระหนี้ หรือ DSCR โดยนำกำไร EBITDA มาเทียบกับภาระเงินต้นและดอกเบี้ยจ่ายที่ครบกำหนดในรอบ 1 ปี ซึ่งควรสูงกว่า 1.3 ถึง 2.0 เท่าขึ้นไป หากบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน 6 ล้านบาท หนี้สินหมุนเวียน 3 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 7.5 ล้านบาท บนส่วนของผู้ถือหุ้น 5 ล้านบาท และสามารถสร้าง EBITDA ได้ 2.5 ล้านบาท เพื่อรองรับภาระผ่อนเงินต้น 8 แสนบาทและดอกเบี้ย 2 แสนบาท จะได้อัตราส่วนทุนหมุนเวียน 2.0 เท่า D/E อยู่ที่ 1.5 เท่า และ DSCR สูงถึง 2.5 เท่า สะท้อนว่าธุรกิจมีความมั่นคงและมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดี

มิติที่ 4 สุขภาพกระแสเงินสดและระยะเวลารอดชีวิต
การตรวจคุณภาพของกำไรทำได้โดยการนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือ CFO มาเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ ซึ่งควรมีค่าไม่น้อยกว่า 1.0 เท่า หาก CFO ต่ำกว่ากำไรสุทธิติดต่อกันหลายงวด ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่ากำไรที่เห็นไม่ได้ถูกแปลงเป็นเงินสดกลับเข้ามาในบริษัทอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การคำนวณกระแสเงินสดอิสระ หรือ FCF หลังหักค่าใช้จ่ายลงทุน จะช่วยให้เห็นเงินสดส่วนเกินที่พร้อมนำไปใช้จ่ายปันผล ชำระคืนหนี้ หรือต่อยอดขยายธุรกิจใหม่
พร้อมกันนี้ เจ้าของกิจการควรคำนวณระยะเวลารอดชีวิต หรือ Cash Runway โดยนำเงินสดในมือมาหารด้วยค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน ซึ่งธุรกิจควรสำรองไว้ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือน หากบริษัทมีกำไรสุทธิ 1 ล้านบาท มีค่าเสื่อมราคา 3 แสนบาท แต่มีลูกหนี้และสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นรวม 6 แสนบาท ขณะที่เจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้น 1 แสนบาท จะเหลือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจริง 8 แสนบาท คิดเป็นคุณภาพของกำไร 0.8 เท่า และหากมีเงินสดสำรอง 2.4 ล้านบาท ภายใต้ค่าใช้จ่ายคงที่เดือนละ 6 แสนบาท ธุรกิจจะมีระยะเวลารอดชีวิต 4 เดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแต่ต้องเร่งปรับปรุงการจัดเก็บเงินสดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มิติที่ 5 การจัดระเบียบกระเป๋าเงิน — เจ้าของไม่ใช่ธุรกิจ
ปัญหาคลาสสิกที่พบได้บ่อยในธุรกิจครอบครัวและธุรกิจขนาดกลาง คือการปะปนเงินส่วนตัวของเจ้าของเข้ากับเงินของบริษัท โดยเฉพาะเวลาที่ธุรกิจต้องการเงินหมุนเวียนแล้วเจ้าของนำเงินส่วนตัวมาเติม ซึ่งสำนักงานบัญชีมักบันทึกเป็น “บัญชีเงินกู้ยืมจากกรรมการ” อยู่ในหมวดหนี้สิน ส่งผลให้โครงสร้างเงินทุนของบริษัทดูบิดเบือนไปจากความเป็นจริง และทำให้ธุรกิจดูเหมือนกำลังพึ่งพาหนี้สินสูงเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการขอสินเชื่อ และยังทำให้เจ้าของอาจจะไม่เห็นภาพที่แท้จริงว่าได้นำเงินของตัวเองเข้าไปใช้กับกิจการเป็นจำนวนเท่าไหร่แล้วอีกด้วย
ในการวิเคราะห์เชิงลึกที่ปรึกษาการเงินจะนำ Capitalization Ratio เข้ามาช่วยแกะโครงสร้างเงินทุน เพื่อดูสัดส่วนหนี้สินแท้จริงเทียบกับฐานเงินทุนรวมทั้งหมด (หนี้สิน + ส่วนของทุน) เนื่องจากเงินกู้ยืมกรรมการส่วนใหญ่ไม่มีกำหนดชำระคืนแน่นอนและไม่มีภาระดอกเบี้ยกดดัน ดังนั้นในความเป็นจริงเงินกู้ยืมกรรมกรรมจึงทำหน้าที่คล้ายกับเป็นเงินทุนของเจ้าของมากกว่าหนี้สินภายนอก ตัวอย่างเช่น บริษัทมีหนี้สถาบันการเงิน 4 ล้านบาท มีเงินกู้ยืมกรรมการ 3 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 5 ล้านบาท บนฐานเงินทุนรวม 12 ล้านบาท หากดูตามหน้างบปกติ สัดส่วนของหนี้สินจะสูงถึง 58.3% ทว่าเมื่อแยกหนี้ที่มาจากเงินของเจ้าของออก ทำให้ตัวเศษเหลือเพียงหนี้ภายนอกที่มีดอกเบี้ย 4 ล้านบาท สัดส่วนหนี้สินแท้จริงจะลดลงเหลือเพียง 33.3% ซึ่งช่วยสะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของกิจการ และทำให้เจ้าของมองเห็นชัดเจนว่าตนเองลงเงินไปในธุรกิจจริง ๆ เท่าไหร่ เพื่อให้สามารถวางแผนกระเป๋าเงินของธุรกิจกับกระเป๋าเงินของเจ้าของกิจการได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

การบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงจึงไม่ใช่เพียงการเร่งยอดขายหรือการไล่ตามตัวเลขกำไรสุทธิ แต่คือการทำความเข้าใจกลไกการเงินของบริษัทในทุกมิติอย่างเป็นระบบ การหมั่นตรวจสุขภาพการเงิน แยกกระเป๋าเงินให้ชัดเจน และบริหารกระแสเงินสดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของกิจการและทายาทธุรกิจสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์
ทั้งนี้ ตัวเลขของอัตราส่วนทางการเงินแต่ละด้าน เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นในการวิเคราะห์เท่านั้น ซึ่งตัวเลขที่เหมาะสมที่แท้จริงของแต่ละธุรกิจ อาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรมและลักษณะของกิจการด้วย
บทความนี้เขียนโดย คุณอิท ทศพล สุวรรณสุต
Junior Wealth Planner
Siam Wealth Management
#การเงินธุรกิจ
#ตรวจสุขภาพการเงินธุรกิจ



Comments